สรุปสาระจากการบรรยาย Museum in Focus ครั้งที่ 3 (17 ม.ค. 2569) ว่าด้วยสวนลุมพินีในฐานะพื้นที่สาธารณะของเมือง ผ่านประวัติการออกแบบ ผังแม่บท ชีวิตทางสังคม อุดมการณ์ช่วงสงครามเย็น และนโยบายพื้นที่สีเขียวร่วมสมัยของกรุงเทพมหานคร
ในบ่ายวันเสาร์ที่ 17 มกราคม 2569 ห้องอเนกประสงค์ มิวเซียมสยาม กลายเป็นพื้นที่สนทนาว่าด้วย “สวนลุมพินี” ที่ไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามเกี่ยวกับพื้นที่สีเขียว หรือ “ปอดของเมือง” หากแต่ชวนมองสวนสาธารณะในฐานะพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ สังคม และอำนาจ กิจกรรม Museum in Focus ครั้งที่ 3 เรื่อง สวนลุมพินี: สวนของเมือง เรื่องของผู้คน เปิดเวทีที่พาผู้เข้าร่วมเสวนาจากหลากหลายสาขามาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสวนของเมือง ผ่านประสบการณ์ ความรู้ และคำถามที่สะท้อนว่าพื้นที่สาธารณะไม่เคยเป็นเพียงฉากหลังของชีวิตเมือง
ในความเข้าใจทั่วไป สวนสาธารณะมักถูกจำกัดความเป็นพื้นที่สีเขียวเพื่อพักผ่อน เป็นปอดของเมือง หรือเป็นฉากหลังของกิจกรรมสุขภาพในชีวิตประจำวัน แต่การสนทนาในเวทีนี้ตั้งใจขยายกรอบดังกล่าวให้กว้างขึ้น โดยชี้ว่า “สวน” ไม่ได้มีเพียงมิติภูมิทัศน์ หากยังเป็นพื้นที่ที่ประกอบสร้างความสัมพันธ์ของผู้คน ต่อรองกันด้วยกติกา และถูกกำกับด้วยอำนาจการบริหารจัดการ ทั้งที่มองเห็นและไม่มองเห็น
การ “อ่านสวนสาธารณะ” ในที่นี้ คือการอ่านประวัติศาสตร์และความทรงจำของผู้คน ผังของสวน สิ่งปลูกสร้าง อาคาร กิจกรรม และสัญลักษณ์ รวมถึงการอ่านชีวิตทางสังคมที่บ่งชี้ “ความเป็นสาธารณะ” มากน้อยเพียงใด รวมถึงการกล่าวถึงการจัดการเมืองที่ต้องรับมือกับความหลากหลายของผู้ใช้ ความคาดหวังของประชาชน และบทบาทของรัฐ–เอกชนที่เข้ามาซ้อนทับกันในเมืองร่วมสมัย “สวนลุมพินี” จึงเป็นพื้นที่ซึ่งบอกเล่าเรื่องความเป็นเมือง ตั้งแต่ความคิดเรื่องความทันสมัย การจัดระเบียบพื้นที่สาธารณะ ไปจนถึงคำถามร่วมสมัยว่า สวนของเมืองควรเป็นของใคร ใช้ได้อย่างไร และจะดูแลให้เป็น “ของร่วมกัน” ได้จริงเพียงใด
แม้กิจกรรมในวันนั้นจะประกอบด้วยทั้งการเสวนาและการเยี่ยมชมลุมพินีสถานหลังการบูรณะ แต่ข้อเขียนชิ้นนี้ขอชวนผู้อ่านไปที่บทสนทนาในวงเสวนา เพื่อถอดรหัสความหมายของสวนลุมพินี ตั้งแต่การจัดวางกรอบความคิดว่าสวนสาธารณะเกี่ยวพันกับอำนาจและนโยบายอย่างไร พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่ ไปจนถึงชีวิตทางสังคมและความทรงจำของผู้คน การเรียบเรียงต่อจากนี้จึงเป็นการอ่านสวนลุมพินีผ่านบทสนทนาเหล่านั้น ในฐานะพื้นที่ที่เกิดขึ้นในอดีต และดำรงอยู่เสมอในปัจจุบัน
อ่านสวนผ่านผังเมือง: จุดเริ่มต้นของสวนลุมพินีในประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ
การสนทนาเริ่มต้นจากการปูพื้นทางประวัติศาสตร์ โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ภาวิณี อินชมภู อาจารย์ประจำภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ศึกษาพัฒนาการของสวนลุมพินีผ่านผังแม่บทและเอกสารประวัติศาสตร์มาอย่างต่อเนื่อง การบรรยายของอาจารย์ไม่ได้พาผู้ฟังย้อนอดีตเพียงเพื่อเล่าเรื่องความเป็นมา หากแต่ชวนทำความเข้าใจว่าสวนลุมพินีถูก “คิดและออกแบบ” อย่างไรในแต่ละช่วงเวลา และการเปลี่ยนแปลงของผังสะท้อนความเปลี่ยนแปลงของสังคมเมืองอย่างไร
ผศ. ภาวิณีเริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นว่า สวนลุมพินีไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นในฐานะสวนสาธารณะ หากแต่มีจุดเริ่มต้นจากผังแม่บทเพื่อรองรับการจัดงาน “สยามรัฐพิพิธภัณฑ์” ในช่วงปลายรัชกาลที่ 6 พื้นที่แห่งนี้จึงถูกออกแบบขึ้นภายใต้บริบทของการแสดงความศิวิไลซ์และความเป็นสมัยใหม่ของรัฐ มากกว่าการเป็นพื้นที่พักผ่อนของประชาชนทั่วไป อาจารย์ภาวิณีชวนผู้ฟังพิจารณาผังสวนลุมพินีในยุคเตรียมจัดงานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์ ผ่านภาพผังและภาพถ่ายเก่าที่แสดงให้เห็นการจัดวางแกนถนนหลักและการแบ่งพื้นที่ใช้งานอย่างเป็นระบบ จากจุดตั้งต้นบนทุ่งศาลาแดงในรัชกาลที่ 6 ที่วางผังเพื่อเตรียมจัด “สยามรัฐพิพิธภัณฑ์” โดยมีนัยทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจและการอวดโฉมสินค้าไทยตามแบบสากล ผ่านการออกแบบที่ผสมสวนสไตล์อังกฤษกับพื้นที่จัดแสดง และมีมิติ “การระดมทุนจากภาคประชาชน” ในการสร้างศาลา
การกำหนดพื้นที่ภายในสวนลุมพินีในยุคต้นได้รับอิทธิพลจากแนวคิดการออกแบบสวนแบบตะวันตกอย่างชัดเจน โดยผสมผสานแนวคิดสวนแบบ Picturesque ของอังกฤษ ซึ่งเน้นความร่มรื่น เส้นทางคดเคี้ยว และบรรยากาศที่ชวนพักผ่อน เข้ากับแนวคิดแบบ Baroque ของฝรั่งเศส ที่ให้ความสำคัญกับแกนทางการ ความสมมาตร และพื้นที่กิจกรรมที่มีความเคลื่อนไหวสูง การวางผังในลักษณะนี้ทำให้บางส่วนของสวนถูกออกแบบให้รองรับกิจกรรมแบบ passive ขณะที่บางส่วนถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่แบบ active สำหรับการรวมกลุ่ม การจัดงาน และกิจกรรมสาธารณะ การแยกพื้นที่ตามแนวคิดการออกแบบดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนรสนิยมทางภูมิทัศน์ในแต่ละยุค หากยังกลายเป็นรากฐานของการจัดการกิจกรรมในสวนลุมพินีที่ส่งผลต่อการใช้งานพื้นที่มาจนถึงปัจจุบัน
อาจารย์อธิบายว่า แม้งานนิทรรศการจะถูกยกเลิกภายหลังการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ไม่ได้หายไป หากยังคงถูกใช้ต่อ ทั้งถนน สระน้ำ และระบบคูน้ำที่ออกแบบขึ้นเพื่อจัดการน้ำ ซึ่งต่อมากลายเป็น “แกน” ของสวนลุมพินีในฐานะสวนสาธารณะ การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวทำให้เห็นว่าสวนแห่งนี้ไม่ได้ถูกออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมด หากแต่เป็นการนำผังเดิมมาปรับความหมายและการใช้ประโยชน์ให้สอดคล้องกับบริบทเมืองที่เปลี่ยนไป
ผู้ดำเนินรายการหยิบประเด็นการจัดวางผังขึ้นมาถามถึงนัยยะและหลักการออกแบบเบื้องหลังการแบ่งสวนลุมพินีเป็น “Passive Zone” และ “Active Zone” ต่างกันอย่างไรในเชิงนิยามและการใช้งาน และทำไมจึงต้องแยกสองส่วนนี้ให้ชัดเจนในผังดั้งเดิม คำตอบของ ผศ. ภาวิณี ไม่ได้มองการแบ่งโซนเป็นเพียงการจัดระเบียบพื้นที่ หากชี้ว่าเป็น “กุศโลบายของการอยู่ร่วมกัน” ที่แยกพื้นที่สงบเงียบท่ามกลางธรรมชาติออกจากพื้นที่กิจกรรมและความบันเทิงเพื่อลดความขัดแย้งของผู้ใช้ที่หลากหลาย พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็นผังแม่บทที่ยืดหยุ่น รวมถึงเปิดให้เติมกิจกรรมใหม่ ๆ ลงในโซน Active ได้ตามยุคสมัย โดยไม่รบกวนสุนทรียภาพการพักผ่อนในโซน Passive
โดยสรุปแล้ว การเปลี่ยนผ่านจากพื้นที่จัดแสดงของรัฐสู่การเป็นสวนสาธารณะของเมือง ที่เป็นกระบวนการที่เต็มไปด้วยการต่อรอง การใช้งานที่หลากหลาย และบางช่วงก็แตกต่างจากวัตถุประสงค์ดั้งเดิม ส่งผลให้เกิดปัญหาความเสื่อมโทรมของพื้นที่ การอ่านสวนลุมพินีผ่านผังแม่บทในมุมมองของ ผศ. ภาวิณี จึงทำให้เห็นว่าสวนแห่งนี้ไม่เคยหยุดนิ่ง หากแต่เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับบริบทเศรษฐกิจ สังคม และการขยายตัวของกรุงเทพมหานคร
ลุมพินีสถาน: ภาพชีวิตทางสังคมของสวนลุมพินี
จาก “ผังและพัฒนาการ” ไปสู่ “ชีวิตทางสังคม” และความหลากหลายของผู้คนที่เข้ามาใช้งานและมีปฏิสัมพันธ์ในสวนลุมพินี ศาสตราจารย์ ดร. ชาตรี ประกิตนนทการ จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ชวนผู้ฟังพิจารณาข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ แม้สวนลุมพินีจะถูกนับอายุครบ 100 ปีเมื่อ พ.ศ. 2568 แต่ “ความเป็นสวนสาธารณะ/พื้นที่สาธารณะ” ที่ประชาชนเข้าถึงและใช้งานได้จริงนั้น มิได้เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น เพราะแม้จะมีการปรับพื้นที่จากทุ่งนาร้าง เป็นสถานที่เตรียมการจัดงาน ไปจนถึงช่วง “วนาเริงรมย์” ก็ยังเป็นพื้นที่ปิด และมีการเก็บค่าผ่านประตู มากไปกว่านั้นในช่วงสงครามครั้งที่ 2 สวนลุมพินีเคยถูกยึดครองเป็นฐานทัพญี่ปุ่น ข้อสังเกตนี้ทำให้เราควรพิจารณา “ความเป็นสาธารณะ” เป็นคุณสมบัติที่ต้องเกิดจากเงื่อนไขทางการเมืองและการจัดการ
แกนสำคัญของเนื้อหาที่อาจารย์นำเสนอชี้ว่า สวนลุมพินีกลายเป็นพื้นที่สาธารณะอย่างสมบูรณ์ในช่วงสงครามเย็นราว 60 ปีก่อน เมื่อรัฐไทยและสหรัฐอเมริกาใช้พื้นที่นี้เป็นเวทีแสดงออกทางการเมืองและวัฒนธรรม ผ่านกิจกรรมอย่าง “งานฉลองรัฐธรรมนูญ” ควบคู่กับ “งานแสดงสินค้านานาชาติ” เพื่อสื่อสารการต่อต้านคอมมิวนิสต์ในรูปแบบ “เครื่องมือ” ที่ทำให้รัฐผลิตซ้ำภาพความทันสมัยและภาพฝันของเมืองโลกเสรีผ่านประสบการณ์ร่วมของประชาชน
สถานที่สำคัญจากการจัดงานในช่วงปลายทศวรรษ 2490 คือ “ลุมพินีสถาน” อาจารย์ชาตรีระบุการสร้างลุมพินีสถานใน พ.ศ. 2495 และชี้ให้เห็นภาพลักษณ์ความทันสมัยผ่านนวัตกรรมเวทีหมุน ลุมพินีสถานยังถูกผูกกับวัฒนธรรมสันทนาการสมัยใหม่ ตั้งแต่การแสดงของ Benny Goodman ไปจนถึงภาพหนุ่มสาวแต่งกายหรูมาเต้นลีลาศ จนสวนลุมพินีกลายเป็นศูนย์กลางความเจริญและสะท้อนกรุงเทพฯ ในฐานะ “Cold War City” ต่อมาเมื่อศูนย์กลางความเจริญย้ายออกไป บทบาทของพื้นที่นี้กลับลดลง ลุมพินีสถานถูกทิ้งร้าง และเพิ่งเกิดความพยายามฟื้นคืน “จิตวิญญาณพื้นที่สังสรรค์” ในปัจจุบัน
หากพิจารณา “กลไก” ในการถ่ายทอดอุดมการณ์ในเชิงลึก อาจารย์ชาตรีเสนอแนววิเคราะห์ที่ให้เห็นว่าอุดมการณ์ทำงานในองค์ประกอบทางกายภาพและศิลปกรรม ตัวอย่างที่ยกคือประติมากรรม “Fruit of Freedom”, งานศิลปะสมัยใหม่แนว Abstract Expressionism ที่ชูเสรีภาพทางความคิดให้เป็นภาพตรงข้ามกับโลกคอมมิวนิสต์ และภาษาสถาปัตยกรรมของลุมพินีสถานที่ได้รับอิทธิพล/คล้าย Royal Festival Hall ของอังกฤษ ฉะนั้น การอ่านพื้นที่สาธารณะต้องอ่าน “สิ่งปลูกสร้างและศิลปกรรม” ในฐานะภาษาการเมือง เพราะสิ่งเหล่านี้ทำงานผ่านอารมณ์ความรู้สึกและบรรยากาศ จนผู้คน “ซึมซับ” ชุดความคิดได้โดยไม่รู้ตัว
ฉะนั้น “ความเป็นสาธารณะ” จึงเป็นสถานะที่ผลิตขึ้นจากเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ ไม่ใช่คุณสมบัติธรรมชาติของสวน สงครามเย็นทำให้สวนลุมพินีทำหน้าที่เป็นเครื่องมือรัฐในการสื่อสารความทันสมัยและอุดมการณ์โลกเสรี ผ่านกิจกรรมเมืองและวัฒนธรรมมวลชน สถาปัตยกรรมและศิลปกรรม นับเป็นกลไกการเมืองที่ทำงานแบบแนบเนียน ผ่านประสบการณ์และบรรยากาศมากกว่าคำประกาศ
ลุมพินีในปัจจุบันและนโยบายพื้นที่สีเขียวของกรุงเทพมหานคร
จากบทวิเคราะห์ของ ศ. ดร. ชาตรี ที่ชี้ให้เห็นว่าสวนลุมพินี “เป็นสาธารณะ” ได้ก็ด้วยเงื่อนไขทางการเมือง วัฒนธรรม และการจัดการในแต่ละยุค คำถามสำคัญจึงโยงกลับมายังปัจจุบัน วันนี้ใครเป็นผู้กำหนดกติกา ความหมาย และทิศทางของพื้นที่สาธารณะในกรุงเทพฯ และเราจะบริหาร “สวนของเมือง” ให้รองรับผู้คนที่หลากหลายได้อย่างไร คุณศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ฉายภาพนโยบายและกลไกการทำงานของเมืองในปัจจุบัน ทั้งระดับระเบียบปฏิบัติที่ควรพิจารณา ไปจนถึงยุทธศาสตร์พื้นที่สีเขียวทั้งระบบ ภายใต้กรอบ Green Bangkok 2030
ทิศทางการจัดการพื้นที่สาธารณะของกรุงเทพมหานครคือ การ “ทลายกรอบและกฎกติกาเดิม” ที่ทำให้สวนเต็มไปด้วยข้อห้ามและรั้วกั้น และต้องเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่ที่เป็นมิตรและมีชีวิตชีวา กลยุทธ์สำคัญคือการปรับภาพลักษณ์องค์กรให้ใกล้ชิดประชาชน เปิดพื้นที่ให้กิจกรรมหลากหลายตั้งแต่ดนตรี ศิลปะ ไปจนถึงการยอมรับความแตกต่างของผู้ใช้งาน เพื่อให้สวนกลับมาเป็นพื้นที่ของคนหลายกลุ่ม ไม่ใช่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
อีกประเด็นที่รองผู้ว่าฯ กล่าวถึง คือ “การปฏิรูประบบราชการ” ที่เกี่ยวข้องกับการใช้พื้นที่สาธารณะ โดยใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อลดขั้นตอนการขอใช้พื้นที่ที่ซับซ้อนให้รวดเร็วและโปร่งใสขึ้น ในกรอบนี้ สวนสาธารณะไม่ใช่พื้นที่ที่รัฐ “อนุญาตเป็นกรณี ๆ” ที่มีความซับซ้อนอีกต่อไป แต่เป็นทรัพยากรเมืองที่ต้องจัดการให้เข้าถึงได้ง่าย ภายใต้กติกาที่ชัดเจนและตรวจสอบได้
ในภาพใหญ่ของ “ระบบสวนสาธารณะเชื่อมโยงทั่วเมือง” ภายใต้นโยบาย Green Bangkok 2030 โดยมองว่าสวนหนึ่งสวนต้องเชื่อมกับระบบเมือง ไม่ใช่เกาะโดดเดี่ยว ขณะเดียวกัน ยังเสนอการขยายความหมายของคำว่า “สาธารณะ” ให้ครอบคลุมพื้นที่สวัสดิการสังคมสำหรับกลุ่มเปราะบาง เช่น “บ้านอิ่มใจ” ซึ่งสะท้อนว่าสวนและพื้นที่สาธารณะในมุมของเมืองไม่ใช่เพียงนันทนาการ แต่เป็นโครงข่ายการดูแลผู้คนด้วย
ทบทวนความหมายพื้นที่สาธารณะของเมือง
กล่าวเฉพาะในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของกรุงเทพมหานคร เมื่อผู้ดำเนินรายการถามถึงสมดุล “ปริมาณ–คุณภาพ” ของนโยบายสวน 15 นาที (กว่า 199 แห่ง) รองผู้ว่าฯ ตอบแบบยอมรับตรงไปตรงมาว่า การผลักดันตามตัวชี้วัดเชิงปริมาณ (เขตละ 10 แห่ง) ส่งผลให้เกิดสวนที่จำต้องสร้างในพื้นที่จำกัด โดยเฉพาะเขตเมืองชั้นใน อย่างไรก็ตาม รองผู้ว่าฯ ชี้ให้เห็นว่าสิ่งนี้เป็น “กระบวนการเรียนรู้” และระบุว่ากรุงเทพมหานครกำลังร่วมมือกับภาควิชาการในการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานใหม่ในการคัดกรองคุณภาพ ซึ่งอาจนำไปสู่การ “ปรับลดตัวเลข” ให้เหลือพื้นที่ที่ตอบโจทย์การใช้งานได้จริง พร้อมทั้งทดลองใช้นวัตกรรมอย่างวัสดุรีไซเคิล และเปิดรับการตรวจสอบจากประชาชนเพื่อยกระดับมาตรฐาน ในช่วงแลกเปลี่ยน อ.ภาวิณีกล่าวเสริมโดยยกตัวอย่างสวน 15 นาทีขนาดเล็กในเขตบางรักที่แม้ไม่เด่นด้านทัศนียภาพ แต่กลับทำหน้าที่เป็นจุดนั่งพักคอยสำหรับคนเดินเท้ารอสัญญาณไฟ ชี้ให้เห็นว่า “ประโยชน์” ของสวนขนาดเล็กอาจอยู่ที่ฟังก์ชันพื้นฐานที่เมืองขาดแคลน
ในด้านการสนับสนุนจากภาคเอกชน รองผู้ว่าฯ เสนอภาพพลังเอกชนผ่านกรอบ CSR/ESG หากรัฐชี้ทิศทางถูกต้อง จะยกระดับจากกิจกรรมชั่วคราวไปสู่การสร้างสาธารณูปโภคที่ยั่งยืนได้ โดยยกตัวอย่างโมเดลสวนเบญจกิติที่ระดมทรัพยากรพัฒนาพื้นที่ในหลากหลายรูปแบบ โดยแทบไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดิน แต่ในอีกด้าน มีผู้ร่วมเสวนาตั้งข้อกังวลเรื่องป้าย/สื่อที่รุกล้ำทัศนียภาพ รองผู้ว่าฯ ชี้แจงว่า กทม. มีระเบียบควบคุมสัดส่วนและตำแหน่งโลโก้ผู้สนับสนุน ทั้งนี้ พร้อมรับไปตรวจสอบเพื่อรักษาสมดุลระหว่างการเปิดรับเอกชนกับการปกป้องบรรยากาศการพักผ่อน
ช่วงท้าย ผู้ร่วมเสวนาตั้งคำถามเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างเนื้อหาประวัติศาสตร์กับการพัฒนาพื้นที่สวนลุมพินีจะเป็นไปในทิศทางใด รองผู้ว่าฯ ศานนท์ กล่าวถึงความเป็นไปได้ในการยกระดับพื้นที่สาธารณะให้เป็น “พื้นที่แห่งการเรียนรู้” ที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์เมือง เข้ากับวิถีชุมชนและการใช้งานจริง ดังเช่นโอกาสในการปรับปรุงอาคารเก่าหลังหนึ่งในสวนลุมพินีให้เป็นหอจดหมายเหตุสำหรับจัดเก็บและจัดแสดงข้อมูลประวัติศาสตร์ ให้ผู้ใช้งานศึกษาเรื่องราวพื้นที่ได้ด้วยตนเอง
บทสนทนาในเวทีนี้ ชวน “อ่านสวนลุมพินี” ให้กว้างมากกว่าพื้นที่สีเขียวเพื่อพักผ่อน แต่คือพื้นที่สาธารณะที่ประกอบสร้างขึ้นจากการออกแบบ บริบททางประวัติศาสตร์ และการจัดการในแต่ละยุคสมัย จากจุดกำเนิดของการออกแบบที่ผสมผสานลักษณะของสวนสำหรับกิจกรรมแบบ Passive และ Active ในอาณาบริเวณที่กำหนด สู่การอธิบายถึงสถานภาพของสวนที่เป็น “สาธารณะ” ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเอง หากผันแปรตามเงื่อนไขอำนาจและอุดมการณ์ในกิจกรรม สถาปัตยกรรม และศิลปกรรมของช่วงสงครามเย็น
กระทั่งกลับมาสู่โจทย์ร่วมสมัยว่า เมืองจะสร้างพื้นที่สาธารณะให้เข้าถึงได้จริง มีชีวิต และเป็นของทุกคนอย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไร ฉะนั้น สวนลุมพินีจึงไม่ใช่เพียงสวนที่ตั้งมากว่าศตวรรษเท่านั้น แต่เป็น “เอกสารมีชีวิต” ของกรุงเทพฯ ที่บันทึกการเปลี่ยนผ่านของเมือง บันทึกการต่อรองของผู้คน และเป็นกระจกสะท้อนว่าอนาคตของสวนสาธารณะจะเดินไปได้ไกลเพียงใด ขึ้นอยู่กับการออกแบบกติกาและการบริหารที่เคารพความหลากหลาย พร้อมรักษาแก่นความเป็นสาธารณะไว้อย่างมั่นคง
วิทยากร
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ภาวิณี อินชมภู อาจารย์ประจำภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบภูมิทัศน์เมือง พื้นที่สีเขียว และผังแม่บทโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว มีบทบาทเป็นหัวหน้าและที่ปรึกษาโครงการออกแบบและวิจัยด้านผังแม่บทและพื้นที่สาธารณะสำคัญของประเทศ พร้อมผลงานวิชาการด้านภูมิทัศน์เมืองอย่างต่อเนื่อง
ศาสตราจารย์ ดร. ชาตรี ประกิตนนทการ อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมและสถาปัตยกรรมกับการเมือง มีผลงานศึกษาที่ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างสถาปัตยกรรม อำนาจ อัตลักษณ์ และความทรงจำร่วมสมัย ผ่านงานเขียนและหนังสือวิชาการหลายเล่ม
นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้ขับเคลื่อนงานเมืองจากประสบการณ์ด้านสังคมและผู้ประกอบการเพื่อสังคม ดูแลด้านการศึกษาและสังคมของกรุงเทพมหานคร โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมืองที่น่าอยู่ การเข้าถึงพื้นที่สาธารณะและพื้นที่สีเขียว รวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการกำหนดนโยบายเมือง