VIDEO เสวนา Museum InFocus #5 สำรวจประวัติศาสตร์สื่อสารไทย ตั้งแต่โทรเลขถึง Wireless House ในฐานะโครงสร้างอำนาจ ความทรงจำ และเมืองร่วมสมัย
ในยุคที่การสื่อสารดูเหมือนเป็นเรื่องฉับไวและไร้พรมแดน การย้อนกลับไปสำรวจรากฐานของการโทรคมนาคม ตั้งแต่โทรเลข วิทยุ จนถึงโทรทัศน์ กลับเผยให้เห็นว่า เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่เคยเป็นเพียงเครื่องมือในการสื่อสาร หากแต่เป็นโครงสร้างสำคัญที่รัฐใช้ในการจัดระเบียบอำนาจ สร้างความหมายของชาติ และกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างศูนย์กลางกับผู้คนในพื้นที่ต่าง ๆ ของสังคมไทย การเสวนา Museum in Focus ครั้งที่ 5 จึงชวนมองการสื่อสารในฐานะประวัติศาสตร์ของอำนาจ ความทรงจำ และชีวิตประจำวัน ที่ยังคงส่งอิทธิพลมาถึงปัจจุบัน
ในหัวข้อ “โทรเลข วิทยุ โทรทัศน์ และการเล่าเรื่องใหม่ที่ Wireless House” เวทีเสวนาได้รวบรวมนักวิชาการและผู้ปฏิบัติงานจากหลากหลายสาขา มาร่วมนำเสนอเนื้อหาใน 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ โครงข่ายโทรเลขกับการรวมศูนย์อำนาจของรัฐ เสียงและภาพจากวิทยุโทรทัศน์ในฐานะเครื่องมือสร้างความหมายร่วมของสังคม และการตีความอดีตผ่านงานโบราณคดีเมืองและนิทรรศการร่วมสมัยที่ Wireless House ซึ่งแต่ละวิทยากรได้นำเสนอภาพเฉพาะของ “การสื่อสาร” ที่แตกต่างกัน แต่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบในฐานะโครงสร้างของรัฐและเมือง
1. โทรเลข: โครงข่ายอำนาจของรัฐสยาม
ในมุมมองของ ดร.วิภัส เลิศรัตนรังษี โทรเลขไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีการสื่อสาร หากคือ โครงสร้างพื้นฐานที่เปลี่ยนความหมายของรัฐสยามอย่างลึกซึ้งในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 แม้ในความทรงจำสาธารณะ รถไฟเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัย แต่แท้จริงแล้ว โทรเลขคือโครงข่ายที่แผ่ขยายได้รวดเร็วกว่า ครอบคลุมกว่า และมีผลโดยตรงต่อความสามารถของรัฐในการ “สั่งการ” สายลวดที่ดูเงียบงันจึงเป็นเสมือนอาวุธล่องหน นับเป็นครั้งแรกที่รัฐสามารถสื่อสารกับพื้นที่ห่างไกลได้โดยไม่ต้องมีบุคคลเป็นผู้นำสารไปยังปลายทาง
การเกิดขึ้นของโทรเลขในสยามยังต้องเข้าใจควบคู่กับบริบทโลกในขณะนั้น เมื่อเครือข่ายโทรเลขเชื่อมยุโรปกับเอเชียได้สำเร็จ สยามจึงไม่ได้เพียงรับเทคโนโลยีใหม่ แต่กำลังเข้าสู่ “ภาษา” ของรัฐสมัยใหม่ รัชกาลที่ 5 ทรงมองเห็นศักยภาพของระบบนี้ตั้งแต่ช่วงต้นรัชกาล และผลักดันให้เกิดการวางสายโทรเลขทั้งในประเทศและเชื่อมต่อระหว่างประเทศอย่างรวดเร็ว เครือข่ายขยายครอบคลุมหัวเมืองสำคัญทั่วประเทศภายในเวลาไม่กี่ทศวรรษ สะท้อนให้เห็นว่ารัฐให้ความสำคัญกับการ “รับรู้” และ “ควบคุม” พื้นที่ รวมทั้งประโยชน์ในการสื่อสารระหว่างราษฎร์
เทคโนโลยีโทรเลขในมุมมองของ ดร.วิภัส จึงไม่ใช่เพียงนวัตกรรมใหม่ของการสื่อสาร หากคือการ “ย่นเวลา” ในระดับโครงสร้างของรัฐ จากเดิมที่ระบบใบบอกต้องใช้แรงงานจำนวนมากและกินเวลานานในการส่งสาร เช่น เส้นทางจากอยุธยาถึงหนองคายอาจใช้เวลาถึง 120 วัน แต่ด้วยการมาถึงของรหัสมอร์สทำให้การสื่อสารเกิดขึ้นได้ภายในระยะเวลาที่สั้นกว่าหลายเท่าตัว ส่งผลให้ข่าวสารเดินทางไวขึ้น และหน่วยการปกครองสามารถ รับรู้ข่าวสารในเวลาใกล้เคียงกับเหตุการณ์ นอกจากนี้ โทรเลขช่วยให้การสื่อสารก้าวข้ามข้อจำกัดของภูมิศาสตร์ที่เคยเป็นอุปสรรคสำคัญในการปกครอง
ในอีกด้านหนึ่ง โทรเลขยังเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้สยามเชื่อมต่อเข้ากับโลกสมัยใหม่อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อเครือข่ายโทรเลขในระดับโลกเชื่อมยุโรปกับเอเชียสำเร็จในช่วงทศวรรษ 1870 สยามจึงเร่งพัฒนาโครงข่ายของตนเองทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ในระยะเวลา 33 ปี สามารถวางสายโทรเลขได้ยาวกว่า 7,500 กิโลเมตร หากเปรียบเทียบกับระยะทางรถไฟได้ระยะทางเพียง 931 กิโลเมตรในช่วงเวลาเดียวกัน ตัวเลขนี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า สำหรับรัฐสยาม “การสื่อสาร” คือโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นเร่งด่วน เพราะเป็นเครื่องมือในการสอดส่อง ควบคุม และสั่งการผู้ปกครองและข้าราชการในระบบ
สิ่งที่โทรเลขเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญคือ “เวลา” ในการปกครอง จากระบบใบบอกที่ต้องใช้เวลาหลายวันหรือหลายเดือน การสื่อสารผ่านรหัสมอร์สทำให้ระยะทางถูกย่นย่อเหลือเพียงไม่กี่วันหรือชั่วโมง นับเป็นปัจจัยหนึ่งที่เอื้อให้เกิดการรวมศูนย์กลางอำนาจมายังกรุงเทพฯ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ดังตัวอย่างในเหตุการณ์สำคัญที่ ดร.วิภัส กล่าวถึง เช่น กรณีกบฏพระยาปราบสงคราม พ.ศ. 2432 ที่เชียงใหม่ ซึ่งรัฐส่วนกลางสามารถรับรู้สถานการณ์และสั่งการประสานกำลังจากหลายพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที รวมถึงวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 พ.ศ. 2436 เมื่อฝรั่งเศสนำเรือรบเข้ามามายังปากน้ำเจ้าพระยา โทรเลขทำหน้าที่รายงานสถานการณ์จากพื้นที่ปะทะเข้าสู่กรุงเทพฯ และตอบสนองต่อสถานการณ์ได้ทันการณ์
2. จากเสียงสู่ภาพ—โครงสร้างสื่อที่สร้าง “ชาติ”
การบรรยายของคุณกรรณิการ ชีวภักดี พาผู้ฟังย้อนสำรวจพัฒนาการของสื่อกระจายเสียงไทยผ่านกรอบที่เชื่อมโยง “บุคคล เทคโนโลยี และรัฐ” เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยชี้ให้เห็นว่าวิทยุและโทรทัศน์ไม่ใช่เพียงเครื่องมือสื่อสาร หากแต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความเป็นชาติในบริบทสมัยใหม่ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธินมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้วางรากฐานกิจการวิทยุกระจายเสียงควบคู่ไปกับกิจการรถไฟ พระองค์ทรงเห็นศักยภาพของ “คลื่นวิทยุ” ในการเชื่อมโยงผู้คน สัญญาณวิทยุเป็นเสมือน “โครงข่ายไร้สาย” ที่สามารถเชื่อมศูนย์กลางกับภูมิภาคได้ในระดับที่กว้างและไกลมากขึ้น
คุณกรรณิการ์กล่าวถึงสถานีวิทยุพญาไทที่เป็นจุดเริ่มต้นสถานีกระจายสัญญาณวิทยุ ที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสำคัญจาก “เทคโนโลยีทดลอง” สู่การสื่อสารในระดับมวลชนอย่างเต็มตัว จากเดิมที่เป็นการทดสอบเครื่องส่งและความถี่ สู่การผลิตเนื้อหาแบบรายการวิทยุ ทั้งข่าว ดนตรี และรายการบันเทิง การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้วิทยุไม่ได้เป็นเพียงช่องทางสื่อสารของรัฐ แต่กลายเป็นสื่อที่สร้างความสัมพันธ์กับผู้ฟังในระดับครัวเรือน
บทบาทของรัฐชัดเจนขึ้นภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อกิจการวิทยุถูกโอนมายังกรมโฆษณาการ และเปลี่ยนแปลงเป็นกรมประชาสัมพันธ์ในเวลาต่อมา วิทยุจึงกลายเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดนิยามของ “ความเป็นไทย” ผ่านนโยบายรัฐนิยม การกระจายเสียงในช่วงเวลานี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร แต่ยังทำหน้าที่กำกับพฤติกรรมและวัฒนธรรมของประชาชนตามมุมมองของทางการ พร้อมกันนั้น รายการวิทยุในระดับภูมิภาคยังสะท้อนให้เห็นความหลากหลายของข่าวสารและรายการวิทยุที่แตกต่างกัน เรียกได้ว่าเป็นเสียงจากภูมิภาค ในอีกด้านหนึ่ง การมาถึงของโทรทัศน์ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 นับเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่เปลี่ยนผ่านการสื่อสารจาก “เสียง” ไปสู่ “ภาพ” ซึ่งเพิ่มมิติทางอารมณ์ให้กับการสื่อสาร เทคโนโลยีใหม่นี้ไม่เพียงเปลี่ยนวิธีการรับสารของผู้คน แต่ยังสร้างประสบการณ์ร่วมในสังคม ตั้งแต่การรวมตัวชมโทรทัศน์ในชุมชน ไปจนถึงการเกิดเนื้อหาร่วมระดับชาติที่ผู้คนทั่วประเทศสามารถรับรู้พร้อมกัน
ในมิติของเทคโนโลยี โทรทัศน์ยกระดับโครงสร้างการส่งสัญญาณให้ซับซ้อนยิ่งขึ้น จากระบบกระจายเสียงที่ใช้เพียงคลื่นวิทยุ มาสู่ระบบที่ต้องประสานทั้งภาพและเสียงพร้อมกัน เทคโนโลยีในยุคเริ่มต้นของโทรทัศน์ไทย โดยเฉพาะในช่วงของสถานีช่อง 4 บางขุนพรหม ยังจำกัดอยู่ในระบบขาวดำ ระยะส่งสัญญาณไม่กว้าง และต้องอาศัยอุปกรณ์รับสัญญาณหรือโทรทัศน์ที่มีต้นทุนสูง สิ่งเหล่านี้ทำให้โทรทัศน์ในระยะแรกเป็นทั้ง “นวัตกรรม” และ “สัญลักษณ์ของความทันสมัย” ไปพร้อมกัน ขณะเดียวกัน การพัฒนาโครงข่าย เช่น สถานีส่งหลัก สถานีภูมิภาค และสถานีทวนสัญญาณ (repeater) นับเป็นโจทย์ทางวิศวกรรมที่ต้องอาศัยทั้งความรู้ เทคโนโลยี และนโยบายรัฐควบคู่กัน เทคโนโลยีวิทยุและโทรทัศน์เหล่านี้ทำให้การกระจายสัญญาณทั้งเสียงและภาพสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ และมีส่วนสำคัญในการนำ “ภาพของความทันสมัย” เข้าสู่พื้นที่ชนบท นับเป็นการเปลี่ยนภูมิทัศน์ของสื่อ และส่งผลต่อการรับรู้โลกและการเคลื่อนย้ายของผู้คนในระยะยาว
3. การขุดค้นสถานีวิทยุโทรเลขศาลาแดงและรากฐานยุคไร้สายในสยาม
หากเรื่องราวของโทรเลข วิทยุ และโทรทัศน์ในสองส่วนก่อนหน้า คือประวัติศาสตร์ของเทคโนโลยีที่ยังทำงานอยู่ การบรรยายในส่วนนี้ได้พาเราไปสู่มิติที่ต่างออกไป การสำรวจหลักฐานเทคโนโลยีกระจายสัญญาณโทรเลขและเสียงของสถานีวิทยุโทรเลขศาลาแดง ซากอาคารดังกล่าวยังคงเป็น “โครงสร้างใต้ดิน” ของความทันสมัย โบราณคดีในการขุดค้นสถานีวิทยุโทรเลขศาลาแดงจึงเป็นการถอดรหัสระบบสื่อสารยุคไร้สายทั้งระบบ ที่ครั้งหนึ่งเคยเชื่อมสยามเข้ากับโลก
ใต้พื้นที่ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ One Bangkok บนถนนวิทยุ คือที่ตั้งของสถานีวิทยุโทรเลขแห่งแรกของสยาม ซึ่งเปิดใช้งานเมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2456 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์พระราชทานพระราดำรัสไปยังสถานีปลายทางในวันเปิดใช้สถานีเป็นครั้งแรก ข้อความนับเป็นเป็นสัญญะของการก้าวเข้าสู่โครงข่ายการสื่อสารสมัยใหม่ของรัฐชาติ กว่าหนึ่งศตวรรษต่อมา กษมา เกาไศยานนท์ และทีมนักโบราณคดีได้กลับมาขุดค้นพื้นที่นี้อีกครั้ง ในระหว่าง พ.ศ. 2560 กับ พ.ศ. 2561
การศึกษาเริ่มต้นจากเอกสารในหอจดหมายเหตุ แบบแปลนก่อสร้างอาคาร “2.5 KW Radiotelegraph Station in Bangkok” และแผนผังที่ดินก่อน พ.ศ. 2456 เป็นจุดเริ่มต้นในการค้นคว้าเกี่ยวกับสิ่งที่ถูกออกแบบไว้ และสภาพที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในชั้นดินมากน้อยแค่ไหน ผลการขุดค้นยืนยันความแม่นยำของแบบแปลนอย่างน่าสนใจ ทั้งฐานรากอาคารก่ออิฐ ขนาด สัดส่วน และการจัดวางองค์ประกอบภายใน เช่น ห้องเครื่องยนต์ ห้องแบตเตอรี่ และพื้นที่ติดตั้งเครื่องจักร ล้วนสอดคล้องกับเอกสารต้นฉบับ เสาเข็มไม้เต็งที่ใช้รองรับน้ำหนักในดินอ่อนของกรุงเทพฯ แสดงให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้ความรู้วิศวกรรมอย่างเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม
หากอาคารคือศูนย์ควบคุม เสาสัญญาณและระบบสมอบกคือหัวใจของการส่งสัญญาณ การค้นพบฐานเสาสูงราว 60 เมตร และโครงสร้างสมอบกขนาดใหญ่ที่ฝังลึกใต้ดิน แสดงให้เห็นถึงขนาดและความซับซ้อนของระบบที่เคยทำงานอยู่ โครงสร้างเหล่านี้ต้องรองรับแรงดึงจากลวดสลิงในทุกสภาพอากาศ สะท้อนการคำนวณและองค์ความรู้ทางวิศวกรรมที่เชื่อมโยงกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศในช่วงต้นศตวรรษที่ 20
นอกเหนือการการขุดค้นรากฐานของอาคารแล้ว ชุดฉนวนแก้วกันไฟฟ้าที่ค้นพบกลับเป็นหนึ่งในหลักฐานที่สำคัญที่สุดในเชิงเทคนิค อุปกรณ์นี้ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าจากสายอากาศ ไม่ให้รั่วไหลลงสู่โครงสร้างโลหะหรือพื้นดิน ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการส่งสัญญาณวิทยุคลื่นยาว เมื่อพิจารณาร่วมกับระบบสายดินที่ออกแบบอย่างซับซ้อน วัตถุเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าสถานีศาลาแดงใช้เทคโนโลยีในระดับเดียวกับสถานีในยุโรปและอเมริกา และสะท้อนว่าการรับเทคโนโลยีของสยามในช่วงเวลานั้นเป็นไปอย่างจริงจังและเป็นระบบ
อย่างไรก็ตาม การขุดค้นทางโบราณคดียังวัตถุต่าง ๆ เช่น เครื่องถ้วยจีนและญี่ปุ่น ภาชนะยุโรป ไปจนถึงขวดแก้วและเศษกระดูกสัตว์ เผยให้เห็นชีวิตประจำวันของผู้คนในสถานี หรือรูปแบบการใช้พื้นที่ในยุคต่อมาจากการก่อตั้งสถานีวิทยุโทรเลขศาลาแดง ที่ในเวลาต่อปรับเปลี่ยนการใช้งานเป็นโรงเรียนเตรียมทหาร และตลาดกลางคืนสวนลุมไนท์บาร์ซาร์ ความหลากหลายของสิ่งของเหล่านี้สะท้อนการใช้พื้นที่ในช่วงเวลาต่าง ๆ การขุดค้นในครั้งนี้ช่วยสะท้อนความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ศาลาแดง จากทุ่งนาชายขอบเมืองในต้นรัชกาลที่ 6 สู่พื้นที่ยุทธศาสตร์ทางเทคโนโลยี ก่อนจะเปลี่ยนผ่านเป็นสถาบันทางทหาร และกลายมาเป็นโครงการพัฒนาเมืองในปัจจุบัน
4. จากโครงสร้างในอดีตสู่พื้นที่ความหมายของเมืองร่วมสมัย
การฟื้นฟูสถานีวิทยุโทรเลขศาลาแดงในฐานะ “Wireless House” โครงการ One Bangkok มีคุณจรินทิพย์ ชูหมื่นไวย ในบทบาทหัวหน้าภัณฑารักษ์และผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายศิลปะและวัฒนธรรม ชี้ให้เห็นว่าโครงการดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากอดีตสู่ปัจจุบัน ให้เทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานทางการสื่อสารในอดีตกลับมา “มีความหมาย” อีกครั้งในบริบทเมืองร่วมสมัย
แนวคิดหลักของโครงการชี้ให้เห็นการรักษา “รากเหง้า” ของพื้นที่ของถนนวิทยุ หรือ “Wireless Road” การตีความเช่นนี้นำไปสู่แนวคิด “Living Forward” ที่พยายามเชื่อมต่ออดีตเข้ากับอนาคตผ่านการออกแบบสถาปัตยกรรมและพื้นที่เมือง Wireless House ไม่ใช่อาคารจำลองแต่เป็นการสร้าง “ตัวแทน” ของสถานีวิทยุโทรเลขศาลาแดงขึ้นใหม่ในบริบทเมืองร่วมสมัย โดยอาศัยข้อมูลจากเอกสารประวัติศาสตร์และหลักฐานทางโบราณคดีเป็นฐานในการออกแบบ
กระบวนการปฏิสังขรณ์จึงต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างสถาปนิกอนุรักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ และข้อมูลจากการขุดค้น เพื่อให้รูปแบบอาคารใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุด ทั้งในแง่สัดส่วน รูปทรง และองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม ขณะเดียวกัน การจัดวางตำแหน่งอาคารในบริบทใหม่ของโครงการก็เป็นอีกประเด็นสำคัญ เพราะพื้นที่เดิมได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากตามการพัฒนาเมือง Wireless House ในปัจจุบันจึงเป็นผลลัพธ์ของโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่างโครงการ One Bangkok กับการพัฒนาสถานที่ทางวัฒนธรรมที่ผสานประวัติศาสตร์กับการสร้างสรรค์ทางศิลปะ
ภายในอาคาร การจัดแสดงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การนำเสนอข้อมูลทางประวัติศาสตร์ในรูปแบบพิพิธภัณฑ์แบบดั้งเดิม แต่พยายามแปลงองค์ความรู้จากโบราณคดี ไม่ว่าจะเป็นฐานรากอาคาร ฉนวนแก้ว หรือร่องรอยของผู้คน ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่เข้าใจได้ง่ายและเชื่อมโยงกับผู้ชมร่วมสมัย พื้นที่จึงถูกออกแบบให้มีทั้งนิทรรศการถาวรเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การสื่อสาร และองค์ประกอบของพื้นที่สาธารณะในลักษณะกึ่งวัฒนธรรมกึ่งไลฟ์สไตล์ เช่น พื้นที่นั่งพัก ดนตรี และกิจกรรมที่เอื้อต่อการพบปะของผู้คน
ในระดับที่กว้างขึ้น การคืนชีพของสถานีศาลาแดงยังมีนัยสำคัญต่อความเข้าใจเมืองร่วมสมัย เพราะทำให้ชื่อ “ถนนวิทยุ” กลับมาเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ที่จับต้องได้อีกครั้ง จากเดิมที่อาจเป็นเพียงชื่อที่หลงเหลืออยู่ในแผนที่ กลายเป็นพื้นที่ที่สามารถเรียนรู้และสัมผัสได้จริง ขณะเดียวกัน การเชื่อมโยงอาคารนี้เข้ากับงานศิลปะสาธารณะและพื้นที่เปิดของโครงการ ยังสะท้อนบทบาทของวัฒนธรรมในการยกระดับคุณภาพชีวิตเมือง ท้ายที่สุด Wireless House จึงเป็นทั้งการฟื้นฟูอาคาร และการส่งต่อความทรงจำ ความรู้ และแรงบันดาลใจระหว่างอดีตกับปัจจุบันที่น่าสนใจยิ่ง
ที่มา
สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ. (2569). Museum in Focus ครั้งที่ 5: โทรเลข วิทยุ โทรทัศน์ และการเล่าเรื่องใหม่ที่ Wireless House (กิจกรรมเสวนาและศึกษาพื้นที่, 21 มีนาคม 2569, มิวเซียมสยาม และ Wireless House โครงการ One Bangkok).
กิจกรรมวิชาการในรูปแบบ Talk & Trip ที่สำรวจประวัติศาสตร์การสื่อสารของไทยในฐานะโครงสร้างของรัฐและสังคม ผ่านการบรรยายและการศึกษาพื้นที่จริง โดยมีวิทยากร 4 ท่าน ได้แก่
ดร.วิภัส เลิศรัตนรังษี นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์เทคโนโลยี ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโทรเลขกับการรวมศูนย์อำนาจของรัฐ กรรณิการ์ ชีวภักดี อดีตผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์และหอจดหมายเหตุ กรมประชาสัมพันธ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อกระจายเสียง กษมา เกาไศยานนท์ นักโบราณคดี ผู้เชี่ยวชาญด้านการขุดค้นและบูรณะโบราณสถาน จรินทิพย์ ชูหมื่นไวย ภัณฑารักษ์และผู้บริหารด้านศิลปะและวัฒนธรรม โครงการ One Bangkok